โลก กลม ๆ ที่มีพวกเรา

posted on 24 Feb 2008 00:41 by love-earth  in Words

 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อโลกถึงกาลวิกฤต เป็นไปได้ที่มนุษยชาติ กำลังจะพบกับหายนะอันร้ายแรงบนดาวโลก
ผู้คนต่างแสดงความคิดเห็นในทางต่าง ๆ กันมากมาย

างคนปฏิเสธที่จะให้ความเห็น เพราะคิดว่าเรื่องในปัจจุบันสำคัญกว่า ..
หลายคนแค่ดิ้นรนเอาชีวิตให้รอดในแต่ละวันก็หนักหนาแล้ว
บางคนหวังเพียงสร้างทรัพย์ เพื่อซื้อความสุขให้กับตนเองและคนที่รักให้มากที่สุด
างคนก็คิดว่าจริง ๆ แล้วโลกอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเรา ..
มนุษย์อาจเป็นสิ่งสร้างความระคายเคืองให้กับโลก และมนุษย์ส่วนใหญ่ก็มักทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายโลก .. หายไปบ้างจะเป็นอะไรไป
างคนเชื่อว่า .. โลกนี่แหละเป็นผู้กำหนดให้มนุษย์เกิดมาเพื่อทำลายโลก ทำลายตัวเอง ..
ถ้ามนุษย์บินได้ มนุษย์ก็คงไม่ต้องสร้างเครื่องบิน ถ้ามนุษย์มีเพียงสมองเล็ก ๆ ไม่ต้องมีความคิดมากมาย ก็คงไม่ต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์แปลก ๆ ที่มีผลกระทบต่อโลกในภายหลัง

แต่ก็มี ...

ลายคนที่เป็นห่วง และพยายามบอกว่าเราต้องรักษาโลก เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ ..
ถ้าไม่มีมนุษย์แล้ว สิ่งที่พวกเราต่างสั่งสมกันมา ความรู้มากมาย ก็จะหายไปทั้งหมด ไม่มีคนที่เรารัก ไม่มีมนุษย์ในอนาคต
างคนก็เป็นห่วงสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่บนโลก ขอร้องให้ทุกคนหันมารักษาสิ่งแวดล้อม..
เพราะโลกไม่ได้มีเพียงนุษย์ ไม่ได้เป็นแค่โลกของพวกเรา แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตมากมายที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ลายคนเสียดายสิ่งที่ทำให้โลกน่าอยู่
เสียดายถ้าไม่มีเกมให้เล่น ไม่หนังดี ๆ ให้ดู ไม่มีการ์ตูน ไม่มีงานศิลปะ ไม่มีบทกวี ไม่มีบทประพันธ์ ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีความรัก ไม่มีความฝัน ไม่มีจินตนการ ไม่มีความงดงามที่มนุษย์สร้างขึ้น หลงเหลืออยู่อีก

ต่างคนต่างมีความคิดมากมาย ซึ่งก็ล้วนเป็นเหตุผลที่ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนจึงแยกย้ายไปทำตามแนวคิดของตัวเอง

แต่ แต่ แต่ .. คนบางคน ก็ยังเชื่ออย่างหนักแน่น
โดยไม่สนใจว่าโลกจะเป็นอย่างไร หรือมนุษย์จะยังอยู่ต่อไปไหม
ขอแค่ได้ตอบแทนโลกในวันเวลาที่ยังเหลืออยู่
เพื่อขอบคุณทุกสิ่งที่โลกได้มอบให้ทุกคนตลอดมา

นบางคนพบรักกับโลก บางคนก็เป็นเพื่อนซี้กับโลก ส่วนบางคนให้โลกเป็นทั้งบ้านและครอบครัว

พวกเขาต่างรู้ว่า ..

โลกมักยิ้มและหัวเราะกับเรา ในวันที่เรามีความสุข

และร้องไห้ฟูมฟายทุกครั้งที่เรากำลังทุกข์

ไม่ว่าเราจะเดียวดายแค่ไหน โลกก็ยังอยู่กับเราเสมอ

เขาอาจจะกำลังปลูกต้นไม้ให้กับผืนดินที่แห้งแล้ง ณ ที่ใดที่หนึ่งบนโลก
เขาอาจจะพยายามใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเพื่อไม่ให้โลกต้องรับภาระเพิ่ม
เขาอาจจะคอยพร่ำสอนเด็กน้อยที่กำลังเติบใหญ่ ในมุมใดมุมหนึ่งของพื้นที่อันห่างไกล

เขาอาจจะกำลังอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ แล้วอ่านข้อความนี้

เขาอาจเป็นทั้งคุณ และผม..

ซึ่งเชื่อได้ว่า

พวกเขารักโลก... และโลกก็รักพวกเขา เช่นกัน

 

 

เรื่องสั้นวันโลกยิ้มแฉ่ง

By ~ Love Earth Networks
http://www.lensociety.com

๒๔ พ.ย. ๒๕๕๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒

สุขสันต์วันลอยกระทงครับ ไปลอยกันที่ไหนบ้างเอ่ย?

ส่วนผมนั้นนั่งฟังพุ ลอยกระทงในใจไปแล้วนะครับ ~ สวัสดีพระแม่คงคาครับ

ผมลองนึกย้อนหลังไปสมัยยังเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ตอนจัดงานลอยกระทงของคณะ จะเห็นว่าการขายน้ำ ขายขนม และอาหารต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ป๊อบปูล่ามาก ไม่ว่าจะนักศึกษาเอง หรือผู้ที่มาร่วมออกรวงออกร้าน ก็ต้องใช้ภาชนะบรรจุเครื่องดื่ม-อาหารให้กับลูกค้าทั้งนั้นเลย .. เริ่มจะมองเห็นอะไรเลา ๆ แล้วใช่ไหมครับ

ตอนนี้คนไทยเราหันมาใช้วัสดุทำกระทงจากธรรมชาติและย่อยสลายได้ง่ายกันหมดแล้ว อย่างที่เค้าบอกแหละครับ ใครใช้พลาสติก หรืออะไรที่ย่อยยาก ๆ มาทำกระทง จะถือว่ามาผิดยุคผิดสมัย ตอนนี้เค้าบูมเรื่องโลกร้อนกันอยู่

ย้อนกลับไปดูหัวข้อที่เคยโพสไว้ก่อน3 อันที่ผ่านมานะครับ ผมได้เขียนถึงวัสดุที่สามารถใช้แทนพลาสติกได้ ซึ่งทั้งปลอดภัยกว่า และเป็นมิตรกับโลกที่กำลังร้อน ๆ มากกว่า (แม้จะเริ่มหนาวบ้างแล้ว) จึงขอเอาเรื่องเดิมมาพูดใหม่อีกสักครั้ง เพราะเดี๋ยวจะตกเทรนของตัวเองไป

ครับ .. เรามาคิดกันเล่น ๆ (ในข้อมูลจริง ๆ) กันสักหน่อยว่า ถ้าคนที่ไปเที่ยวงานลอยกระทงจำนวนครึ่งหนึ่ง ซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มในงานคนละอย่าง จะทำให้มีปริมาณขยะเฉพาะวันนี้เป็นเท่าไหร่กัน

และผมเองก็เชื่อว่า .. ภาชนะบรรจุอาหารเกือบทุกร้าน .. เป็นพลาสติกแท้ ๆๆๆๆๆ ... ไม่มีแอบแฝง

วันนี้ ณ วันลอยกระทง
ประเทศไทยจะมีขยะพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ไ่ด้เพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย

แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเรายังมีโรงงานรีไซเคิลพลาสติกเพื่อเอากลับมาใช้ใหม่ได้ และ/หรือ เราก็ยังมีเวลาอีกหลายร้อยปี ที่จะปล่อยให้ขยะพลาสติกย่อยสลายไปเอง

ผมก็พูดไปหยั่งงั้นและครับ เพราะปกติผมเองก็เป็นคนเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกอย่างน้อย 1/2 ชิ้นต่อวันเหมือนกัน

ลองโพสกันดูนะครับว่าเฉลี่ยวันนึง เพื่อน ๆ เพิ่มปริมาณพลาสติกคนละกี่ชิ้น ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกครับที่เราต้องใช้พลาสติก จากการกินขนม ดื่มน้ำ ซื้อของ ฯลฯ มากมายนับล้าน ๆ ประการ .. อยู่ทุก ๆ วัน

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องช่วยกันระดมความคิด กันว่าจะมีวิธีไหนบ้าง ที่ช่วยให้พวกเราสามารถใช้พลาสติกได้ลดลง

ความเห็นที่เสนอมาจะถูกนำไปใช้ + เผยแพร่จริง ๆ .. โดย LENs ครับ

ป.ล. รูปจาก ลอยกระทง.net นะครับ ใส่ credit ไว้ให้แล้ว อิอิ

:. love earth networks .:

ลอย .. ลอยกระทง

posted on 23 Nov 2007 03:31 by love-earth


ส่งต่อได้นะครับ
ขอบคุณครับ..

:. love earth networks .: 

ช่วงนี้รู้สึกว่าจะโฆษณาผลิตภัณฑ์ลูกเดียวเลย คราวนี้เป็นโพลีเมอร์ชีวภาพที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง อันนี้ตั้งใจหาจากเว็บไซด์ เนื่องจากมีคนมา comment ไว้จากคราวก่อนเกี่ยวกับคุณมันสำปะหลังตัวนี้

เรื่องก็มีอยู่ว่า .. โพลีเมอร์ชีวภาพจากมันสำปะหลังนี้ (ทำไมมันถึงชื่อสำปะหลังหละเนี่ย?) เป็นบรรจุภัณฑ์ซึ่งย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติตัวหนึ่ง ที่ทั้งเหนียว ทน ยืดหยุ่นได้แบบฟันแทงไม่เข้า เช่นเดียวกับพลาสติก และยังสามารถขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ถุงใส่อาหาร ถุงใส่ของ ถุงขยะ ถุงเพาะชำ ถาดเพาะชำได้สบาย ๆ แต่คุณสมบัติที่เหนือกว่าพลาสติกก็คือ สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เหมือนแป้งจากพืชทั่วไป เพียงทิ้งไว้ก็จะป่นปี้ตามธรรมชาติโดยมิต้องออกแรงทำลาย จะเอาไปเป็นปุ๋ย หรือให้สัตว์รับประทานก็ย่อมได้ ... โฮ่ ๆๆ

แล้วจะไปเลือกพลาสติกย่อยไม่ได้ใช้แล้วอาจตายไวกันอยู่ใยเล่า ของดี ๆ มีออกเยอะแยะ

ผู้ผลิตเจ้าตัวนี้อยู่
Starch-Pac
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ถ้ามีที่อื่นก็ฝากแปะ ๆ กันไว้ได้เลยนะงับ ช่วยโฆษณาให้ เอิ๊ก ๆ

เพิ่มเติม : สารที่เติมในพลาสติกทำให้ย่อยสลายได้ สารเติมแต่ง บูร์-เร็กซ์ ย่อยสลายได้

:. love earth networks .:

ก่อนอื่นต้องเกริ่นสิ่งที่หลายคนอาจรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า โฟม ที่ผลิตมาจากโพลิเมอร์นั้นใช้เวลาย่อยสลายยาวนานมาก หลายร้อยปี (ตายไปแล้วยังไม่ย่อยเลย) นอกจากนี้ยังมีสารก่อมะเร็งมากมาย .. ลองมาดูกันสักนิดว่ามีสารก่อมะเร็งอะไรในโฟมบ้าง

1. สาร "สไตรีน มอนอเมอร์" (Styrene Monomer) พบได้ในโฟมทุกประเภท และพลาสติกบางชนิด มีผลต่อร่างกายคือ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและต่อมลูกหมาก ทำให้ระบบฮอร์โมนผิดปกติ มีปัญหาต่อต่อมไทรอยด์ และประจำเดือนในเพศหญิง ในหญิงตั้งครรภ์จะมีผลต่อโครโมโซมของเด็ก ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ อีกทั้งยังมีผลต่อระบบประสาท ทำให้อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย และนอนหลับได้ยาก
2. สาร "ไดออกซิน" (Dioxin) พบในพลาสติกบางประเภท มีผลต่อร่างกายเป็นสารก่อมะเร็งในปอด กระเพาะอาหารตับ ต่อมน้ำเหลือง และผิวหนัง มีผลต่อระบบการสืบพันธุ์ ในเพศชายทำให้มีตัวอสุจิน้อยลง ส่วนเพศหญิงรังไข่และมดลูกจะผิดปกติ ซึ่งทารกที่เกิดจากหญิงที่ได้รับสารชนิดนี้ปริมาณมาก ยังมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติแรกเกิดด้วย
3. สาร "ไวนิล คลอไรด์ มอนอเมอร์" (Vinyl Chloride Monomer) ซึ่งพบในพลาสติกบางชนิด โดยเฉพาะพลาสติกพีวีซี (PVC) ยังมีผลต่อร่างกายอีกเช่น เป็นสารก่อมะเร็งตับ และจะปนเปื้อนกับอาหารมากขึ้นเมื่อนำไปบรรจุอาหารแช่แข็งหรือเย็นจัด เมื่อสัมผัสกับความร้อน เมื่อนำไปเข้าเตาไมโครเวฟ ตลอดจนใช้กับอาหารจำพวกไขมัน

ซึ่งสารดังกล่าวจะละลายได้ดีในอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันและแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายจะไปสะสมในสมองและใยประสาท โดยปริมาณที่ปนเปื้อนจะขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ระยะเวลาสัมผัสกับอาหาร และอุณหภูมิของอาหาร
แต่ก็ยังดีที่ผลสำรวจบรรจุภัณฑ์โฟมที่มีสารสไตรีนประมาณ 100 ตัวอย่างในท้องตลาด ยังไม่พบรายใดที่มีสารดังกล่าวตกค้างเกินกว่ามาตรฐานกำหนด

[ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์]

ทีนี้มารู้จักกับโฟมชานอ้อยกันดีกว่า โฟมชานอ้อยก็ผลิตมาจากชานอ้อยตามชื่อ โดยนำมาจากชานอ้อยที่เหลือทิ้งอีกที ซึ่งสามารถฝั่งกลบและย่อยสลายได้ภายใน 45 วัน เท่านั้น!!! นอกจากนี้คุณสมบัติอื่น ๆ ก็เหมือนกับโฟมคือบรรจุอาหารร้อน เย็น และน้ำได้ และที่น่าชื่นชมสำหรับเจ้าโฟมชานอ้อยก็คือ ไม่ต้องใช้เยื่อไม้จากต้นไม้เพื่อผลิต ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ไม่มีสารคลอรีนตกค้าง ใช้กับเตาอบและไมโครเวฟได้ .... น่าใช้มั้ยหละ?

มาดูหน้าตาไอ้หนูตัวนี้กันหน่อย

ดูสะอาดน่าใช้มาก ๆๆ ถ้าร้านไหนใช้โฟมชานอ้อยตัวนี้ ควรจะแปะหน้าร้านบอกไว้ด้วย จะได้อุดหนุนอย่างเต็มอกเต็มใจ .. นะ

หาซื้อโฟมชานอ้อยได้ที่เทสโก้โลตัส อาจจะแพงกว่าโฟมธรรมดานิดหน่อย ... แต่ถ้าพี่น้องคนขายของ เห็นแก่ประโยชน์ผู้บริโภค และประโยชน์ของสิ่งแวดล้อม ยอมได้กำไรน้อยลงหน่อย ... ข้าน้อยก็ขอคารวะ และขออุดหนุน อ่า .. น่าชื่นชมนัก

ขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ บ.บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด สำหรับการอันนี้

ใช้โฟมชานอ้อย เป็นมิตรกับธรรมชาติ เป็นมิตรกับร่างกาย

:. love earth networks .:

เด็กน้อยกลางสายฝน

posted on 21 Oct 2007 15:29 by love-earth  in by-yui

เย็นวันหนึ่งกลางฤดูฝน ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักค่อยๆ ซาลง
ฉันจึงเดินลุยกลับคอนโดโดยไม่รอให้ฝนหยุด
ระหว่างนั้นเองฉันก็เดินมาถึงคุณแม่กับสาวน้อยอายุไม่เกิน 10 ขวบที่เดินนำหน้าฉันอยู่
สาวน้อยคนนั้นอยู่ในชุดนักเรียนครึ่งท่อน ท่อนบนเป็นเสื้อนักเรียน แต่ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นหนีน้ำ
ระหว่างที่เดินตามหลังไปนั้น คุณแม่ก็ดุลูกสาวว่า "กางร่มดีๆ สิ เดี๋ยวก็โดนฝนเป็นหวัดกันพอดี"
ลูกสาวก็ตอบมาว่า "ทำไมต้นไม้ตากฝนไม่เห็นเป็นหวัดเลยแม่ ต้นไม้ชอบน้ำเหรอ"
ฉันอดอมยิ้มกับคำถามที่ไร้เดียงสานั้นไม่ได้
แล้วก็คิดอยู่ในใจตามไปว่า "นั่นสินะ ต้นไม้ชอบน้ำ ฝนตกมามากเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ดูดซับน้ำไว้
นอกจากจะเอาไว้หล่อเลี้ยงชีวิตตัวมันเองแล้ว ยังช่วยไม่ให้น้ำฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้ามากมายนั้น
ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของพวกเราด้วย
แต่ไม่รู้ทำไม ต้นไม้มีบุญคุณกับคนเรามากมายขนาดนี้ คนเราก็ยังใจร้ายตัดไม้ทำลายป่ากันได้
หรือจะรอให้ถึงวันที่ไม่มีต้นไม้ให้ตัด น้ำท่วมจนไม่มีที่อยู่อาศัย วันนี้คนเราจึงจะคิดได้กันนะ"

พอคิดมาถึงตอนนี้ ฉันก็เดินมาถึงคอนโดพอดี เด็กน้อยคงถูกคุณแม่จับอาบน้ำสระผมป้องกันโรคหวัดแน่ ๆ
ฉันเองก็ต้องอาบน้ำสระผมเหมือนกัน เดี๋ยวหวัดจะมาเยือน

คุณเองก็เหมือนกัน หลังตากฝนกลับมา อย่างลืมอาบน้ำสระผมด้วยนะ :)

:. love earth networks .:

หลังจากเฝ้าดูรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เจรจาลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แบบไร้ผลสำเร็จจริงจังมานานนับสิบปี นักวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง จึงเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำ "การผ่าตัดโลกครั้งใหญ่" เสียที เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน

คำว่า"ผ่าตัด" ณ ที่นี้ ย่อมไม่ได้หมายถึง การเอามีดเล่มใหญ่มาผ่า หรือเฉือนส่วนที่มีปัญหาออกไป หากแต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักๆ บางประการของโลก

"แต่ก่อน ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับ โครงการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของโลก แต่ตอนนี้ผมหนุนให้เราเริ่มทำโครงการเหล่านี้กันได้แล้ว เพราะเราก็เห็นๆ กันอยู่ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยใส่โลกอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ลดลงเลย" นายไบรอัน ลอนเดอร์ อาจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ในอังกฤษ กล่าว

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเจรจา และสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ มิได้ทำให้ระดับการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงร้อยละ 60-80 อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ กันแต่อย่างใด ซ้ำร้าย ระดับการปล่อย ก๊าซยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายลอนเดอร์จึงเชื่อว่า โครงการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ของโลกครั้งใหญ่ อาทิ การสร้างฉากกันแดดคลุมโลกหรือ การเทสารเหล็กลงสู่มหาสมุทร น่าจะถือว่าเป็น "คำตอบสุดท้าย" ของการแก้ปัญหาโลกร้อนแล้ว

"เราควรจะศึกษาโครงการเหล่านี้อย่างจริงจัง ถ้ามีคนเสนอความคิด ทำนองนี้มาสัก 100 ความคิด แล้วมีสัก 3 ความคิดที่ใช้ได้จริง การศึกษาของเรา ก็น่าจะให้ผลคุ้มค่าแล้ว" นายเคน คาลไดรา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันคาร์เนกี วอชิงตัน กล่าวหนุน

ผู้สนับสนุนแนวคิดการผ่าตัดโลก ล้วนเมินเสียงค้านจากนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่ว่า แนวคิดการเปลี่ยนแปลงโลกในลักษณะดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างใหญ่หลวง และการใช้เทคโนโลยีแบบสุดขั้วอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะเทคโนโลยีนี่แหละเป็นตัวก่อปัญหามาตั้งแต่ต้น

นายเจมส์เลิฟล็อค ชี้ว่า ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ บนโลกนี้เยอะ จนระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง ไปแล้ว
"แน่นอนครับ โครงการใหญ่ระดับนี้ ต้องมีผลกระทบ ต่อระบบนิเวศวิทยาแน่นอน แต่ความจริงก็คือ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เดิมพันที่อาจจะต้องเสียไป ก็มีค่าสูงมากๆ" นายเลิฟล็อค นักนิเวศชื่อดัง แสดงความคิดเห็น

เมื่อช่วงต้นปีแม้แต่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ก็เริ่มพิจารณาโครงการสุดขั้วไปบ้างแล้ว อาทิ การส่งกระจกออกไปโคจรนอกโลก เพื่อกันแสงแดดบางส่วน ไม่ให้เดินทางเข้าสู่โลก หรือการสร้างเมฆ เพื่อคลุมโลกเอาไว้ไม่ให้ร้อนณปัจจุบัน การสำรวจแนวคิดผ่าตัดโลก สารพัดวิธีล่าสุด พบว่าแนวคิดบางอย่างอาจจะมีโอกาสนำมาปฏิบัติได้จริง และสามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ ซึ่งจะหยิบยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

1.การสูบน้ำลึกใต้มหาสมุทร
นายคริสแร็พเลย์ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของอังกฤษ และนายเจมส์ เลิฟล็อค นักนิเวศชื่อดัง เสนอให้ติดตั้งท่อแนวดิ่งลงสู่ใต้มหาสมุทร เพื่อสูบเอาน้ำลึกขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว เนื่องจากน้ำมหาสมุทร ที่มีอุณหภูมิเย็น จะ "ให้ผล" ดีกว่าในแง่ที่มีสิ่งมีชีวิตมากกว่า เมื่อลอยขึ้นสู่พื้นผิวมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จะดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตาย และจมลงสู่ใต้พื้นมหาสมุทร พร้อมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จะจมหายไปนานนับล้านๆ ปี
อย่างไรก็ตามนักชีววิทยาทางทะเล ชี้ว่า หากใช้แนวคิดนี้จริง สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลจะได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วาฬ และโลมา

โอกาสประสบความสำเร็จ 3/5 ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอาจยับยั้งการดำเนินการตามแนวคิดนี้

2.ต้นไม้สังเคราะห์
นายเคลาส์แล็กเนอร์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เสนอแนวคิดการติดตั้งต้นไม้สังเคราะห์บนโลก เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะเขาประเมินว่า ต้นไม้สังเคราะห์แต่ละต้นของเขา จะสามารถดูด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 9 หมื่นตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณก๊าซ ที่ออกมาจากรถกว่า 1.5 หมื่นคัน
เพราะศักยภาพในการดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของต้นไม้สังเคราะห์สูงกว่าต้นไม้จริงถึง1,000 เท่า ทีเดียว
อย่างไรก็ตามต้นไม้สังเคราะห์ดังกล่าวทำหน้าที่ได้เพียงเป็นตัวกรองดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เท่านั้น แต่ยังต้องหาเทคโนโลยี มาทำการฝังกลบก๊าซเหล่านี้แยกต่างหาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่า พลังงานที่ใช้ไป กับกระบวนการดังกล่าวอาจจะก่อปัญหามลพิษเพิ่มมากกว่าปัญหาที่แก้ไปได้เสียอีก

โอกาสประสบความสำเร็จ ต้นไม้สังเคราะห์นี้ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง ของเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอน- ไดออกไซด์ แล้วนำไปฝังไว้ใต้ดิน ซึ่งน่าจะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยน แม้ว่าอาจจะอยู่ในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ต้นไม้สังเคราะห์ก็ตาม

(ที่มา www.sanook.com)

ไม่รีดผ้ากันดีมั้ยคับ!?

posted on 16 Oct 2007 03:47 by love-earth  in Words

โอ๊ะ โอ๋ !? ... ขออนุญาติแปลกใจเล็กน้อยที่ต้องบอกว่า ผ้าฝ้ายนั้น ทำให้โลกร้อนได้มากกว่า โพลีเอสเตอร์

แท่งน้ำเงิน คือ คาร์บอนที่เกิดจาก ผ้าฝ้าย ในแต่ละขั้นตอน
แท่งชมพู คือ คาร์บอนที่เกิดจากผ้าโพลีเอสเตอร์ ในแต่ละขั้นตอน

รายละเอียดข้อมูลภาษาไทยสามารถอ่านได้ที่
http://learners.in.th/blog/living-green/31543

แม้จะแปลกใจ แต่ก็ไม่มาก .. (ลองอ่านข้อมูลดูนะคับ)
เนื่องจาก factor ที่บอกว่าผ้าฝ้ายทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมากกว่านั่นก็เนื่องจาก
1. ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช จริง ๆ แล้วเดิมทียาฆ่าแมลงไม่ได้จำเป็นกับการผลิตผ้าฝ้าย (มันแปรผันตามจำนวนมนุษย์ที่มากขึ้น ต้องผลิตเสื้อผ้าให้มากขึ้น)
2. ปุ๋ยไนโตรเจน .. ขอเอาไปรวมกับข้อด้านบนที่ว่า เราจะเป็นต้องเพิ่มผลผลิต เนื่องจากคนบนโลกมากขึ้น ต้องการเสื้อผ้ามากขึ้น และที่สำคัญคือเราต่างมีชุดเสื้อผ้ามากกว่า 10-20 ชุด ต่อคน (เป็นค่าที่ make ขึ้นมาตามความนึกคิด)
3. น้ำหนักการขนส่งสำหรับผ้าฝ้ายจะมากกว่า และมันเกิดขึ้นเนื่องจากคนเรามีงานที่หลากหลายมากขึ้น ต้องการความสะดวกสบายและมูลค่าทางด้านตัวเลขของเงินตราที่สูง ทำให้การผลิตเสื้อผ้าเป็นงานเฉพาะอาชีพ ทั้งที่แต่ก่อน อาจจะทำกันเองใส่กันเอง นอกจากนี้เพราะเราสนใจในสไตล์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่ ทันสมัย ไม่ตกยุค ต้องการความเนียบ ดูดี มากกว่าที่จะใส่อะไรก็ได้
4. ใช้ไฟจากการรีดผ้าฝ้ายมากกว่า นั่นแหละ ก็เพราะพวกเรามีกรอบที่บอกว่า .. หากคุณใส่เสื้อผ้ายับ ๆ ยู่ ๆ มันจะดูซกมกรับไม่ได้ ผิดกาลเทศะ เหล่านี้

อย่างไรก็ตามขบวนการผลิตผ้าโพลิเอสเตอร์ ก็ต้องขุดน้ำมันขึ้นมาจำนวนมาก

เอาหละอาจจะดูเป็นวิชาการสักนิด หรือดูเหมือนต่อว่าสังคมมนุษย์อย่างไรตะหงิด ๆ
แต่ที่ค่อนข้างแน่ใจอย่างมากสำหรับเรื่องนี้ก็คือ

คงไม่มีทางเปลี่ยนใจแต่ละคนหรือค่านิยมใด ๆ ได้ ..
ตั้งแต่เรื่องที่คน 1 คน จะมีเพียงไม่กี่ชุด แค่พอใช้ในแต่ละวัน
จนถึงไม่รีดผ้าไม่เปลืองไฟ หมดเรื่องหมดราวไป

แต่ก็อยากตะโกนออกไปจริง ๆ ว่า

ขอไม่รีดผ้าได้มั้ย!!!!?

.: love earth networks :.

มามองโลกในมุมสูง ๆ กัน

posted on 15 Oct 2007 13:13 by love-earth  in Suggest

ไปดูภาพงาม ๆ ของโลกต่อกันได้ที่ http://www.funonthenet.in เลยค้าบ

เปิดเว็บ

posted on 13 Oct 2007 22:42 by love-earth  in Suggest

The LENs ท่านหนึ่ง ได้แนะนำหน้าเว็บสิ่งแวดล้อมใน on open
เราจึงไม่รอช้า นำมาแปะไว้ให้เพื่อน ๆ exteen.com ได้ดูเล่น .. แต่จริงจังทีเดียว
ลองจิ้มที่ภาพเพื่อเข้าไปอ่านนะคับ

 

เนื้อหาค่อนข้างเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ที่ละเอียดถ้วนถี่
อ่านแล้วอาจทำให้หดหู่เศร้าใจ

แต่.. เชื่อสิว่ายังไม่สาย
ที่ โลก และ เรา จะยังอยู่ด้วยกัน .. ด้วยรอยยิ้ม ทุก ๆ วัน

ผมก็ท่องไว้บ่อย ๆ คับ
ว่าเราทำได้ ด้วยตัวเราเอง